movie

ชวนดู บุญชู ไอ เลิฟ สระอู

posted on 28 Aug 2008 09:12 by foolmoonstudio  in movie
แต่อาบัณฑิตเป็นฮีโร่ในดวงใจผม

ผมดูบุญชูทั้ง 8 ภาคที่ผ่านมา ตามวัยตามยุคสมัย ด้วยความชื่นชมอยากทำหนังให้ได้อย่างนี้ แม้ว่าวัยอาบัณฑิตจะล่วงเลย เสียรังวัดไปไม่น้อยกับ อุกกาบาต และ พระ เด็ก เสือ ไก่ วอก

แต่วันนี้หนังไทยดีดี มีเนื้อหาสาระ และเปี่ยมไปด้วยความสนุก มองโลกในแง่ดีสไตล์อาบัณฑิตกลับมาแล้วครับ ดูกันได้ทั้งครอบครัวเหมือนเดิม


นี่คือหนังที่ผมรู้สึกว่าเป็นหนังกลิ่นไทยแท้ ที่เราขาดหายไปมานาน ช่วงนี้ถ้าเครียดเรื่องอื่นๆ ก็ไปดูกันเถอะครับ อุดหนุนผู้สร้างเขาหน่อย ไม่อยากเห็นเรื่องนี้เจ๊ง ยอมเป็นม้าเลยครับ...

วันนี้อาบัณฑิตกลับมาแล้วจริงๆครับ

หนังตัวอย่าง บุญชู ไอ เลิฟ สระอู เบื้องหลัง ใครไปดูมาแล้ว มาคอมเมนท์กันได้ที่นี่เลยครับ

edit @ 28 Aug 2008 09:30:06 by foolmoonstudio

THE DARK KNIGHT

posted on 20 Jul 2008 12:23 by foolmoonstudio  in movie

คุณเคยเต้นรำกับปีศาจท่ามกลางแสงจันทร์นวลมั๊ย... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อนานมาแล้วตอนผมยังเด็ก ผมได้รู้จักฮีโร่คนหนึ่ง จากฝีมือของชายคนที่ชื่อ ทิม เบอร์ตัน... เขาคือฮีโร่แห่งรัตติกาล มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลังพิเศษที่ชาวไทยรู้จักกันดีภายใต้ชื่อ มนุษย์ค้างคาว หลังจากนั้นผมได้เป็นแฟนของฮีโร่คนนี้อย่างเหนียว แน่น หนึบ เรื่องนี้ทำให้ผมรู้จักดารามากฝีมืออย่าง ไมเคิล คีตันและ แจ็คนิโคลสัน และรู้จักโลกที่ทึบทึมของอัศวินรัตติกาลคนนี้มากขึ้น ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตเติ้ลเปิดเรื่องที่ชอบมาก ที่กล้องวิ่งอยู่ในโครงสร้างอะไรซักอย่าง และเมื่อถอยออกมามันเฉลยว่า มันคือโลโก้ของแบทแมน )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และไม่นานฮีโร่คนนี้ก็กลับมาอีกครั้ง ในแบทแมนรีเทิร์นส์ เป็นการกลับมาที่คุ้มค่าสมการรอคอย กลับยานพาหนะที่ อัปเกรดขึ้น ชุดที่ดูจริงจังเข้มแข็งมากขึ้น เมืองก๊อตแธทซีตี้ที่ใหญ่โตอลังมากขึ้น และผมได้รู้จักดารามากฝีมือเพิ่มขึ้นอีกสามคน นั่นคือ แดนนี้ เดอวีโต้ กับบท เพนกวิน มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ กับบท นางแมวป่า และคริสโตเฟอร์ วอลเคน จากบท เม็ค เชร็ค กับฉากที่ตรึงตราอยู่ในใจของผม นั่นคือฉากที่ บรู๊ซ เวยน์ เต้นรำอยู่กับ เซลิน่า ไคล์น โดยที่รอบๆเป็นงานปาร์ตี้สวมหน้ากาก แต่เขาทั้งสองเผยใบหน้าที่แท้จริง ต่างจากในยามปกติที่คนทั่วไปถอดหน้ากาก เขาทั้งคู่กลับต้องใส่หน้ากากเข้าห้ำหั่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากแบทแมนสองเรื่องนี้ผ่านไป ก็มีแบทแมนคนใหม่มา ภายใต้การกุมบังเหียนของ โจเอล ชูมัคเกอร์ ซึ่งคราวนี้มาพร้อมกับดาราดังและความเป็นแฟนตาซีอย่างออกนอกหน้า ทุกอย่างถูกยกเครื่องใหม่หมด มาพร้อมกับโรบิน คราวนี้ วาล คิลเมอร์ มารับบทเป็นแบทแมน แต่ที่เด่นที่สุดคือการขนนักแสดงระดับบิ๊กๆมาประดับจอหนังกันอย่างไม่อั้น นั่นคือ คริส โอ ดอนเนล กับบท ดิ๊ก เกรย์สัน หรือโรบิน จิม แครี่ กับบท คร. เอ็ดเวิร์ด นิกม่า หรือ ริดเลอร์ มนุษย์เจ้าปัญหา ทอมมี่ ลี โจนส์ กับบท ฮาร์วีย์ เดนท์ หรือ ทูเฟซ และสุดท้าย ดอกไม้ดอกเดียวของภาคนี้ นั่นคือคือ นิโคล คิดแมน กับบท จิตแพทย์สาว เชส เมอริเดียน แม้ครั้งนี้การกลับมาของแบทแมนจะดูเหมือนท๊อปฟอร์ม แต่ว่ากลิ่นหม่นมืดจริงจังปนอารมณ์ขันของทิมเบอร์ตันกลับเหือดหาย เลยไม่ใคร่จะเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนๆแบทแมนที่ตามติดแบทแมนเวอร์ชั่นทิมเบอร์ตันซักเท่าไหร่

 และก็มาสู่คราวหมดลมหายใจของแบทแมน มันเกิดขึ้นโดยฝีมือของ โจเอล ชูมัคเกอร์ อีกครั้ง กับ แบทแมนแอนด์โรบิน ที่ยังคงสูตรเดิมอย่างเหนียวแน่น และเป็นสูตรที่ทำลายหนังชุดนี้ลงไปอย่างน่าเสียดาย หนังกลับมาพร้อมกับแบทแมนคนใหม่ คือ จอร์จ คลูนี่ย์ กับคู่หูโรบินคนเดิม คือ คริส โอ ดอนเนล ประกบด้วยตัวร้ายดังๆอย่าง อูม่า เธอร์แมน กับบท พอยส์ซั่น ไอวี่ อาโนลด์ ชวาเซนเนคเกอร์ กับบท มีสเตอร์ ฟรีซ และสุดท้ายคือ การมาครั้งแรกค้างคาวสาว แบทเกิร์ล รับบทโดย อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน ดาราสาวขวัญใจวัยรุ่นช่วงนั้น หนังมาพร้อมชุดอัปเกรดใหม่ ลิเก กว่าเดิม และที่สำคัญ ชุดมีหัวนมด้วย อาจจะเป็นเพราะอาถรรพ์หัวนมก็ได้ ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นการปิดฉากหนังแบทแมนลงในปี 1997 (ด้วยความเซ็งของผม เพราะว่าไม่ว่าหนังชุดนี้จะสร้างมาอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ ด่าหรือไม่ด่า ผมก็จะตามดูเพราะผมรักแบทแมน)

 

และเมื่อสามปีก่อนแบทแมนกลับมาอีกครั้ง กลับมาในรูปลักษณ์ใหม่ โดยการให้กำเนิดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ( มีเมนโต อินซอมเนีย เดอะเพรสทีจ) ครั้งนี้หนังย้อนกลับไปมืดหม่นแบบทิมเบอร์ตันอีกครั้ง และที่สำคัญหนังไปไกลกว่านั้นด้วยความจริงจังในการนำเสนอ ทุกอย่างดูมีเหตุผลมีที่มาที่ไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหนังแนวเดียวกัน และที่สำคัญหนังละทิ้งความเป็นแฟนตาซีไปอย่างไม่ใยดีผ(เหลือไว้นิดหน่อย คือเมืองอันตระการตา และฉากแอคชั่นที่ยังดูเหนือจริงในตอนท้ายของเรื่อง ) หากแต่แทนด้วยการเปิดถ้ำค้างคาวในเบื้องลึก ทุกแง่มุม อย่างที่คนดูไม่เคยคิดที่จะได้เห็น ใน แบทแมน บีกินส์

 

หนังแบทแมนบีกินส์ทำให้แฟนแบทแมนอย่างผมต้องตะลึงใจและตะลึงตา ผมได้รู้รายละเอียดหลากหลายที่เราเคยสงสัย เราได้เห็นการสร้างถ้ำค้างคาว ได้เห็นที่มาของแบทสูท แบทโมบิล เราได้เห็นที่มาของความเก่งกาจฉลาดเฉลียวของบรูซ เวย์น และที่สำคัญที่สุด เราได้รู้ว่าเขาจัดการกับความกลัวให้กลายเป็นความกล้าหาญได้อย่างไร

หนังภาคนี้เลือกที่จะอลุ่มอล่วยกับหนังชุดที่แล้ว โดยการไม่ใช้บริการตัวร้ายที่เคยเปิดตัวไปแล้ว แต่กลับใช้บริการตัวร้ายอย่าง สแกร์ โครว์ และราส อังกูล ตัวร้ายสองตัวที่ชาวไทยอย่างเราๆไม่ค่อยคุ้นเคยกันซักเท่าไหร่

ในแง่ของบทหนังโนแลนสามารถใช้ทุกองก์ประกอบมาหลอมรวมกัน ทุกรายละเอียดที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ทั้งในแง่การเล่าเรื่องและนัยยะต่างๆ ความกลัวของบรูซ เวย์น แปลงตัวมาเป็นวิธีการของ สแกร์ โคร์ว ที่ทำให้ความกลัวในจิตใต้สำนึกส่งผลต่อจิตใจของตัวละครทุกตัว

 และก็มาถึงปีนี้ เมื่อวานนี้เองที่ผมได้กลับไปนั่งดูวีรบุรุษรัตติกาลผู้นี้ในโรงหนังอีกครั้งกับ เดอะ ดาร์ก ไนท์ หนังสร้างหลายสิ่งที่คาดไม่ถึงเหมือนครั้งแบทแมน บีกินส์ แต่ครั้งนี้เหนือชั้นกว่า ลุ่มลึกกว่า มีชั้นเชิงกว่า มืดหม่นและหดหู่กว่าเดิมหลายเท่านัก การเขียนบทเต็มไปด้วยรายละเอียด ลูกเล่น ปรัชญา ไม่น่าเชื่อว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน จะสามารถควบคุมองค์ประกอบเหล่านี้ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว และยังคงความเป็นแบทแมนไว้ได้อย่างไม่มีที่ติ ...

 

จากนี้ไปคือการสปอยล์แล้วนะครับ

 The dark Knight

ฟังดูแรกๆแล้วดูธรรมด๊าธรรมดา ดูเก๋ๆแต่ไม่คิดอะไรครับ แต่พอได้มาดูหนังแล้ว โอโห มันลึกกว่านั้นเยอะ มันมีความหมาย มันไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงแค่เท่ห์ๆหลอกเงินชาวบ้าน

ดาร์กไนท์ คือ ฮีโร่ที่แฝงตัวอยู่ในมุมมืด ด้านมืด คนช่วยเหลือคนอยู่ใต้หน้ากาก หลายครั้งการกระทำของเขาก็ออกจะดูเป็นศาลเตี้ยจนเกินไป (ในหนังเราจะเห็นมุมนี้หลายครั้งจากข้อขัดแย้งของ อัลเฟรด หรือกับ ฟ๊อกซ์) และเนื่องจาก บรูซ เวย์นเป็นเพียงคนธรรมดาคนนึง ที่เหมือนอยู่ในเส้นฝั่งขวาสุด ดังนั้นเขาจึงเป็นฮีโร่ที่มีอารมณ์ขุ่นข้องในหลายครั้ง ของต้องใช้หน้ากากปกปิดตัวตนที่แท้จริงเวลาต้องเป็นศาลเตี้ยที่จะพิพากษาอาชญากร ครั้งแบทแมนบีกินส์ หน้ากากค้างคาวของเขา ทำหน้าที่เหมือนอุปกรณ์ขู่ขวัญเหล่าร้าย แต่ในครั้งนี้ หนังพาให้เราเห็นว่า หน้ากากของเขา เป็นเสมือน หน้ากากป้องกันความผิดของตนเอง หน้ากากเหล่านี้ทำให้ความเป็นศาลเตี้ยของแบทแมนแจ่มชัดขึ้นเพราะมันทำให้บรูซ เวย์นเป็นคนละคนกับแบทแมน และเป็นการสร้างตัวตนของแบทแมนให้กลายเป็นไร้ตัวตน เพราะไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเขาคือใคร ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ผู้อยู่เหนือกฏหมายโดยสิ้นเชิง หน้ากากนี้จึงเสมือนการสร้างตัวตนอีกแบบของบรูซ เวย์น เป็นตัวตนที่เขาต้องการจะเป็น เป็นตัวตนที่รับใช้ด้านมืดของตน ทำให้เขายังคงลอยนวลอยู่ในโลกนี้ได้ในฐานะ บรูซ เวย์น หากแต่ยังดี ที่เขาใช้ด้านมืดของเขาเพื่อก่อให้เกิดแสงสว่างมาสู่โลกภายนอก

ไวท์ไนท์ หรืออัศวินม้าขาวตัวจริง ที่หนังใช้เปรียบเปรยกับฮาร์วี่ เดนท์ อยู่ตลอดเวลา เขาใช้อำนาจทางกฏหมายเพื่อต่อกรกับเหล่าอาชญากรในก๊อตแธมซิตี้ ทุกชัยชนะของเขาได้มาอย่างขาวสะอาด และเป็นตัวตนเดียวกับที่ชาวเมืองมองเห็น เขาคือฮีโร่ในแบบที่ก๊อตแธมต้องการ ถ้าแบทแมนเป็นฝั่งขวาสุด ฮาร์วี่ เดนท์ก็จะเป็นฝั่งซ้ายสุด แต่ทั้งสองด้านทำเพื่อสิ่งเดียวกัน นั่นคือความถูกต้องและความสงบสุข แต่ถ้าเราเป็นชาวเมืองล่ะ เราต้องการฮีโร่แบบไหน จริงอยู่ว่าการมีฮีโร่อย่างแบทแมนนั้นก็อุ่นใจ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวตนของเขา เราจะเลือกเชื่อใจใครมากกว่ากัน ฮาร์วี่ เดนท์ หลงรัก ราเชล คนรักเก่าของแบทแมน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเธอเป็นคนที่อยู่ระหว่างกลางอัศวินทั้งสองขั้ว (ซึ่งในที่สุดข้อควาในจดหมายที่บรูซ เวยน์นไม่มีวันได้อ่าน ก็บอกอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าเธอจะรักดาร์กไนท์ขนาดไหน แต่เธอก็ขอเลือก ไวท์ไนท์ ดีกว่า...

แต่การที่อยู่สุดทางของแต่ละฝั่งนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งดี เพราะเมื่อพวกเขาถูกยั่วยุโดยด้านมืดแล้วนั้น ตัวตนของพวกเขากลับต้องจมดิ่ง เข้าสู่วังวนแห่งความสับสน และตกเป็นเหยื่อของด้านมืดไปในทันที ด้านมืดในที่นี้คือสิ่งเร้าภายนอก ที่ วิกลจริต อัจฉริยะ ลึกลับ สิ่งเหล่านี้หนังใช้ โจ๊กเกอร์ เป็นตัวแทน

Joker ไพ่ใบที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกหมั่นไส้ ใบหน้ของตัวตลกบนไพ่ใบนี้ถ้าดูดีดีมันเหมือนพยายามยั่วโทสะเราตลอดเวลา   และในหนังโจ๊กเกอร์ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับผม ณ.เวลานี้ โจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นนี้กลายเป็นตัวแทนของระเบิด การยั่วยุ ที่ทำให้ความดีของคนปกติต้องขาดสะบั้นลง เขาเป็นตัวร้ายที่ผมทึ่งที่สุดตั้งแต่ที่มีการดูหนังมา ... 

ในหนังเรื่องนี้ เราได้เห็นที่มาที่ไปของทุกอย่าง ทุกสิ่ง เราเห็นปูมหลัง เรารู้จักตัวตน แต่กลับโจ๊กเกอร์ เรากลับไม่รู้อะไรเลยนอกจากภาพที่อยู่ตรงหน้า เหมือนกับปีศาจที่ลอยมาแล้วก็ลอยไปคอยยั่วยุคนอื่น ยืมมือคนอื่นให้จัดการกันเอง เพียงเพราะอยากเห็นเมืองนี้ลุกเป็นไฟ  หลายครั้งที่โจ๊กเกอร์เล่าประวัติแผลเป็นบนใบหน้า แต่ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ก็จะต่างออกไป เราไม่มีทางรู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เราไม่เคยเห็นบ้าน ที่พัก หรือในเวลาอื่นๆของเขา แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว นั่นหมายถึงหายนะ ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนอื่นๆ หากเราวางแผน แผนของมันจะต้องเหนือกว่า

และสุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จที่ทำให้ทั้งไวท์ไนท์และดาร์กไนท์ต้องห้ำหั่นกันเอง ...และสุดท้ายก็หลงเหลือแต่สีเทาอึมครึม วิธีที่เขาทำนั้นคือการทำลายสิ่งที่สองอัศวินเข้าปกป้อง นั่นก็คือราเชล (หรือเมืองก็อตแธม) เมื่อสิ่งที่ พวกเขาปกป้องถูกทำลายลง อุดมคติในใจก็ถูกทำลายลงไปด้วย สุดท้ายเหลือแต่การทำลายล้างกันเอง บทสรุปในหนังก็คือ การสูญสิ้นของไวท์ไนท์ และการถูกทำลายตัวตนของดาร์กไนท์ นั่นคือคำถามที่หนังได้ให้ไว้กับเราในเรื่องของความดีและความชั่ว และการเป็นวีรบุรุษกับอาชญากร

คริสโตเฟอร์ โนแลน สามารถจับปรัชญาและแนวคิด มาใส่ไว้ในตัวละครที่เราคุ้นเคยทุกตัวโดยไม่ขัดเขิน และยังคงเป็นตัวละครที่เหมือนกับต้นฉบับเหมือนเดิม

ราเชล+ชาวเมืองก๊อตแธม = สิ่งบริสุทธิ์ที่ต้องปกป้อง

แบทแมน = ต้องแหกกฏเพื่อปกป้องสิ่งบริสุทธิ์ = ดาร์กไนท์

ฮาร์วี่ = ต้องทำตามกฏเพื่อปกป้องสิ่งบริสุทธิ์ = ไวท์ไนท์

โจ๊กเกอร์ = ความชั่วบริสุทธิ์ที่จะทำลายความดีให้สิ้นซาก

ทูเฟซ = แบทแมน = การใช้กำลังเขาตัดสินเรื่องส่วนตัว

และสุดท้ายเมื่อทูเฟซตายลง แบทแมนได้พลิกหน้าฝั่งดีของเขาเพื่อให้เขายังคงเป็นฮีโร่ไวท์ไนท์ของชาวเมืองต่อไป แต่อีกนัยหนึ่งเหมือนกับนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการเป็น นั่นคือการใช้ตัวตนเพื่อต่อกรกับเหล่าร้าย หากใช่การที่ต้องใช้ศาลเตี้ยกับด้านมืดเข้าต่อกรกับเหล่าหลายดังเช่นที่เขาทำอยู่....

ทั้งหมดทั้งปวงเป็นการรีวิวในแบบของผมคนเดียวนะครับ

หากไม่ตรงใจใครหรือผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วยครับ

ใครอ่านจบแล้วร่วมแสดงควาคิดเห็นที่คอมเมนท์ด้านล่างนะครับ

edit @ 20 Jul 2008 19:06:25 by foolmoonstudio