612

612 ปริศนา วัน ปีใหม่ บทนำ

posted on 02 Jan 2008 13:18 by foolmoonstudio  in 612

เรื่องราวทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ในอนาคตจะถือกำเนิดเป็นภาพยนตร์ ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้เป็นเมื่อไหร่ แต่ว่าจะพยายามทำเรื่องราวนี้ให้ได้กลายเป็นหนังต่อไปในอนาคตต่อให้ต้องควักสตางค์ของตัวเองออกมาทำเองก็ตามครับ....

ก่อนหน้าที่จะได้เห็นมันเป็นหนัง สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้คือเขียนมันออกมาในรูปแบบนิยายก่อน เลยลองเอามาให้ได้ติดตามกันเรื่อยๆซึ่งจะอัปเรื่อยๆครับ ยังไงก็ลองติดตามกันถือว่าเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับทุกๆคนก็แล้วกันครับ

 

612 ปริศนา.วัน.ปีใหม่

โดย เมษ ยิ้มสมบูรณ์   

-บทนำ- 

สิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปีใหม่ปี 2549  

 

แต่วันนี้ วันปีใหม่ปี 2550 ผมกลับไปที่นั่น ที่ที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัว และน่าเศร้าใจไปด้วยพร้อมๆกัน แต่มันเป็นที่ที่ทำให้ผมได้ชุบชีวิตตัวเองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

 ที่นั่นมีชื่อว่า เรืองรองอพาร์ทเมนท์ 

 

ไม่มีใครที่ผมรู้จักอยู่ที่นั่นแล้ว ...ตึกนั้นกลายเป็นตึกร้างที่อยู่กลางใจเมือง ไม่มีใครอยากจะมาเช่าที่นี่ต่อ อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ทุกอย่างที่ตึกนี้จึงดูเงียบสงบ และวังเวง

 

17.00 น.

 

ประตูที่อยู่ด้านหน้าถูกปิด ไม่มีทางเข้า บรรยากาศรอบข้างก็ดูวังเวงไปด้วย ผิดกับหน้าปากซอยที่เดินเข้ามา ที่ยังคงคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่กำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ แม้จะยังไม่มืดแต่ก็ดูทุกคนตื่นตัวและเตรียมตัวที่จะสนุกสนาน และเมามาย กันในคืนนี้  แต่ผมกลับยืนอยู่ในซอยที่ไม่มีแม้แต่ใครจะเดินเข้ามา หรือเรียกว่าไม่มีใครกล้าเดินเข้ามามากกว่า

 

ที่ผมกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง เพราะว่าผมอยากจะมั่นใจว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วจริงๆ  แต่ไม่มีวิธีที่จะพิสูจน์ได้นอกจากต้องมาที่นี่ในคืนวันปีใหม่เท่านั้น  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าเธอยังอยู่แล้วผมจะทำอะไรเพื่อเธอได้อีก... แต่ผมคิดว่าผมคงต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยเธอให้ได้ ...

 

                แต่ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร ปีนี้ไม่มีงานปีใหม่ ตอนทุ่มนึงมีประกาศจากทางการมาว่า งดการจัดงานเทศกาลปีใหม่ในทุกแห่ง เนื่องจากมีผู้ไม่ประสงค์ดีวางระเบิดหลายจุดรอบกรุงเทพ ความคึกคักด้านหน้าปากซอยเงียบลง  ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงเพลงเบาๆลอยลอดออกจากร้านรวงต่างๆที่ผู้คนหลบเข้าไปนั่งดื่มกินกันแบบส่วนตัว ไม่มีใครอยากเสี่ยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  มันไม่คุ้มกัน  แต่ผมว่าอย่างน้อยมันก็ดี เผื่อวัยรุ่นหลายๆคนจะกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ในวันเทศกาลแทนที่จะอยู่ตามสถานบันเทิงต่างๆ ยังไงซะบ้านก็น่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในยามที่เรามีปัญหา 

23.08 น.

 

ตอนนี้ผมอยู่ภายในเรืองรองอพาร์ทเมนท์ ในห้อง 612 ห้องที่ตอนนี้กำแพงฝั่งห้องน้ำถูกทุบจนกลวงโบ๋ ตะไคร่น้ำแห้งๆเกาะจับเกรอะกรังอยู่ตามกำแพง ไม่มีใครเข้าออกมาเกือบปีแล้ว วันสุดท้ายที่ผมเข้ามาก็คือวันแรกที่ผู้คนย้ายออกไป ผมเฝ้ารอเวลา ...อีก 2 นาที ผมก็จะได้รู้ว่าเธอยังอยู่ที่นี่หรือไม่ ปริศนาได้ถูกคลี่คลายแล้วจริงๆ หรือเธอยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับอดีตที่ขมขื่นของเธอ

 

เวลาเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เส้นตายของผมคือเที่ยงคืน ผมนับถอยหลังอยู่คนเดียวเงียบๆ

 

6......

5.....

4....

3...

2..

1.

 

00.00 น.

 

เข้าปีใหม่ 2550 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเงียบเชียบ ผมมองไปรอบๆตัว พร้อมกับเอ่ยสุขสันต์วันปีใหม่ให้กับเธอที่เคยอยู่ที่นี่ ...เมื่อปีที่แล้วถ้าเรามองออกไปในหน้าต่างในเวลาเดียวกันนี้ เราจะสามารถเห็นพลุหลากสีสันระเบิดตูมตามอยู่บนท้องฟ้า เราะจะได้ยินเสียงคนนับถอยหลังดังมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่ปีนี้ ทุกอย่างเงียบเชียบ

 

ผมเดินกลับบ้านคนเดียว

ในใจภาวนาให้เธอไปสู่สุขคติ......

 

องก์ที่ 1

เรื่องของนที

จุดเริ่มต้น 

-1- 

ผมชื่อนที ...เรื่องที่ผมเขียนขึ้นนี้ ผมเขียนโดยใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ หลายอย่างใช้วิธีปะติดปะต่อจากบันทึกที่เคยเขียนไว้แล้ว  หรือจากบันทึกอื่นๆที่ได้มาที่หลัง  ผมจับทุกอย่างมารวมกัน อาจจะมีขัดเกลาบ้างเพื่อให้มันดูดีขึ้น คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรผิดเพี้ยนไปจากความจริงเท่าไหร่นักเพราะทุกรายละเอียดมันฝังลึกเข้าไปอยู่ในทุกอณูของสมองของผม ทุกภาพที่เกิดขึ้นในปีนั้นมันฉายวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีกซ้ำแล้วอีกเมื่อยามผมหลับตา แน่นอนครับว่าตอนนี้ผมมีอาชีพเป็นนักเขียน  จริงๆก็อาจจะยังไม่ใช่ซะทีเดียว ผมยังไม่เคยเขียนอะไรแล้วขายได้เลย เรื่องที่พวกคุณกำลังอ่านอยู่ นี่คืองานเขียนชิ้นแรกของผม... ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ปริศนา.วัน.ปีใหม่ ที่ทุกคนกำลังจะอ่านต่อจากนี้ ผมคิดว่าผมอาจจะต้องเล่าบางส่วนของชีวิตผมให้ฟังก่อน เพราะว่ามันมีส่วนสำคัญกับเรื่องนี้อยู่บ้าง

 

ผมเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดครับ เป็นลูกชายคนเดียวที่พ่อแม่ไม่ภูมิใจนัก เกิดมาในยุคที่คนโตกว่ากำลังคลั่งไคล้ค่ายนิติทัศน์ ที่ตอนนี้ค่ายนี้เหมือนจะกลายเป็นความทรงจำอันแสนหวานไปแล้ว...

ตอนวัยรุ่นผมเองไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่  ว่างๆก็จับกลุ่มกับเพื่อนๆไปตามสถานเริงรมย์ต่างๆ ไปก็ไปนั่งจิบเบียร์เฮฮาตามประสาเพื่อนฝูง สิ่งที่จะมีคือพอจะมีฝีมือทางด้านการขีดๆเขียนๆอยู่บ้าง ทั้งวาดรูป แต่งกลอน แต่งเพลงไปตามเรื่อง ในกลุ่มผมไม่ใช่หัวโจกหรอกครับ ถือว่ารั้งอันดับท้ายๆเลยด้วยซ้ำ  เรียกว่าพวกมากลากไปมากกว่า

 

พอเรียน ม.ศ. 6 จบก็ไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเหมือนกับชาวบ้านเขาหรอกครับ ผมไปนั่งเขียนรูปอยู่แถวท่าพระจันทร์บ้าง ถนนพระอาทิตย์บ้าง รายได้ที่ได้มาก็พออยู่ตัวคนเดียวกินเหล้าไปวันๆไม่ได้เหลือไปถึงพ่อกับแม่เลย แต่ก็ยังดีเพราะว่าช่วงนั้นจะได้ไม่ต้องพึ่งท่านทั้งสอง ( ตอนนั้นไม่เคยเชื่อฟังท่านเลยแม้แต่นิด ...ซึ่งตอนนี้ผมได้เข้าใจแล้วว่าท่านรักและห่วงผมขนาดไหน ) 

 

ช่วงนี้เองครับที่ผมได้เจอกับรัตน์ คนที่ผมรัก เธอมาเป็นแบบให้ผมวาดรูป รูปนั้นเป็นรูปที่ผมวาดนานที่สุดในชีวิต ทุกวันนี้ยังอยู่ข้างฝาบ้านอยู่เลย เธอเป็นคนสวยมาก วันนั้นเธอมาในเครื่องแบบนักเรียน เป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับนาฏศิลป์โดยเฉพาะ   พอผมรู้ว่าเธอเรียนที่ไหนเท่านั้นแหละ วันรุ่งขึ้นรูปเริปก็ไม่วาดมันแล้ว ไปดักรอเธอแต่หัววัน เพื่อที่จะให้ได้เจอเธอ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงมาคบผม เราคบกันมาเรื่อยๆ แต่ว่าชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้นสิครับ ไฟใกล้น้ำมัน น้ำตาลใกล้มด ปลาย่างอยู่ใกล้แมว เราก็เลยมีอะไรกัน อ้อ...ลืมบอกไป ช่วงที่เขียนรูปนี่ผมแยกออกมาจากบ้าน มาเช่าห้องเช่าเล็กๆอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องที่เราจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกันบ้าง แต่แล้วปัญหามันก็เกิดจนได้ครับ

 รัตน์ท้อง....   

ใช่แล้วครับ เธอท้อง... เธอกำลังจะมีลูก

 

ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ผมกำลังจะมีลูก แต่พูดจริงๆว่าผมก็ยังไม่พร้อม รัตร์เองก็ยังไม่พร้อม ที่บ้านของพวกเราเองก็ยังไม่มีใครพร้อมที่จะรับเรื่องแบบนี้ 

 

แต่ตอนนั้นเราไม่มีเงินกันเลย รัตน์เก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเราสองคน เราทำทุกวิธีที่เป็นการทำแท๊งค์ราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นให้รัตน์กินเหล้าขาว กินทีเป็นขวดๆ หรือวิธีอื่นๆเท่าที่พอจะคิดได้  ในขณะเดียวกันผมเองก็ทำงานหาเงินให้มากขึ้น เน้นวาดรูปขายพวกฝรั่งที่มาเที่ยวเพราะว่าได้เงินดีมากกว่าจะขายคนไทย

 เวลาผ่านไปสามเดือน... 

ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป  ผมมีเงินเยอะขึ้น  จนคิดว่าถ้าทำงานได้ในระดับนี้ ผมน่าจะดูแลลูกที่กำลังจะลืมตาขึ้นมาดูโลกได้  ท้องของรัตน์ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  มันเป็นเวลาที่ผมต้องตัดสินใจ และเพราะอะไรก็ไม่รู้ ผมตัดสินใจคุยกับรัตน์ว่าผมต้องการเอาเด็กไว้  และผมจะไปบอกพ่อกับแม่ของผม... ผมจะไปขอขมาพ่อกับแม่ของเธอ และเราทั้งสองคนจะแต่งงานกัน ...ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือคิดผิด จนมาถึงวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือคิดผิด แต่แน่นอนว่าหลังจากวันนั้นแล้วชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...

 

ผมไปบอกกับพ่อและแม่ของผม ท่านทั้งสองไม่มีคำพูดอะไรเล็ดลอดออกมาจากปาก ผมรู้ว่าตอนนั้นท่านคงเสียใจ ...ผมไม่ประสบความสำเร็จในด้านการเรียน ...ยังไม่ได้บวช ...ยังไม่เคยหาเงินซักก้อนมาช่วยเหลือครอบครัว ...และที่สำคัญผมกำลังสร้างภาระใหม่ให้ครอบครัวด้วยซ้ำ

 

พ่อกับแม่ของผม ไปขอขมากับพ่อเม่ของรัตน์ ผมเห็นสีหน้าของทั้งสองฝ่ายแล้ว ไม่รู้สิครับ มันบอกไม่ถูก มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผู้ใหญ่ฝ่ายรัตน์ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมจำได้ว่าผมเอื้อมมือไปจับมือรัตน์เธอเองก็หลบมือเธอหนีผม ...ตอนนั้นผมเข้าใจแล้วว่าตัวคนเดียวเป็นยังไง ไม่มีใครอยู่ข้างผมเลย แต่ผมก็ขอทำสิ่งที่ถูกต้อง ลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับผิดชอบ...ผมไม่อยากให้ผมกับรัตน์ต้องกลายเป็นคนบาปฆ่าลูกในไส้ของตัวเอง

 

ในที่สุดเราก็แต่งงานกันโดยที่ไม่ได้จัดงานใหญ่โตอะไรเลย ผมพารัตน์ไปจดทะเบียนสมรสเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เธอก็จด เธอไม่อยากให้ลูกเกิดมาโดยที่ไม่พ่อ เหตุผลมีอยู่เท่านั้น ...แค่นั้นจริงๆ

 และแล้ว... 

ปีใหม่ 1 มกราคม 2532 ลูกผมก็ลืมตาดูโลก ผมกับรัตน์ได้ลูกสาว ผมตั้งชื่อลูกว่า ปีใหม่ ตามวันเกิดของเธอ ...และที่สำคัญชื่อนี้มันเหมือนมีนัยยะแฝงว่าต่อจากนี้ต่อไป ชีวิตของครอบครัวเราก็จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ครอบครัวเล็กๆของเราจะต้องก้าวไปข้างหน้า สิ่งใหม่ๆที่ดีๆกำลังรอเราอยู่...

 

แต่ทว่า...ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างนั้น ชีวิตมักจะมีอะไรให้เราประหลาดใจเสมอ ตั้งแต่รัตน์คลอดปีใหม่ เรายังอยู่กันในห้องเช่าของเรา แต่เธอกลับเปลี่ยนไปมาก   เธอไม่กลับไปเรียนเพราะเธอทนอายเพื่อนๆไม่ไหว เธอจึงหางาน งานที่เธอได้ก็คือเป็นนักร้องอยู่ที่ไนท์คลับแห่งหนึ่งใกล้บ้าน  เธอกลับเกือบเช้าทุกวัน กลับมาก็ดูเหมือนจะเมาๆมาทุกคืน ผมจึงต้องพาปีใหม่ออกไปวาดรูปด้วยกัน ผมไม่กล้าปล่อยปีใหม่ไว้กับรัตน์ที่นอนเกือบทั้งวัน ตื่นมาก็ค่อนบ่าย

 

ชีวิตของเราเป็นอย่างนี้จนปีใหม่อายุได้ 4 ขวบ รัตน์กลายเป็นนักร้องที่แขกมากมายมาติดพัน เธอมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ในขณะที่ผม งานวาดรูปไม่ได้ให้อะไรกับผมมากมายนัก เต็มที่ก็แค่เลี้ยงดูชีวิตของตัวผมเอง ผมคิดจะหางานใหม่ว่าจะเข้าไปเขียนภาพประกอบหนังสือ  แต่ว่าปัญหาก็คือ คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แล้วผมก็ใช้ไม่เป็นซะด้วยไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาซะเลย ประกอบกับวุติที่มีเพียงแค่ ม.6 ทำให้การหางานนั้นกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผม ผิดกับรัตน์ที่มีเสี่ยกระเป๋าหนาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา แล้ววันที่ผมกลัวก็มาถึง

 

 รัตน์ขอหย่ากับผม.. 

เธอจะไปอยู่กับลูกค้าฝรั่งคนหนึ่งที่มาติดพันกับเธอ และเธอกับเขาคบกันมาได้เกือบปีแล้ว เธอตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่กับเขาดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้กับผม แรกๆเธอคงคิดจะมีความสัมพันธ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเขา ฝรั่งคนนั้นของเธอจะต้องกลับไปทำงานที่อเมริกา และเขาขอให้เธอไปอยู่ด้วย เธอให้ปีใหม่เลือกว่าจะอยู่กับแม่หรืออยู่กับพ่อ ปีใหม่ไม่ตอบเธอวิ่งมาซุกอยู่ข้างหลังผม กอดผมแน่น วันนั้นปีใหม่คงตัดสินใจในแบบเด็กๆว่าต้องการอยู่กับผม เธอไม่ยอมไปกับแม่ของเธอ คงเป็นเพราะว่ารัตน์ไม่เคยอยู่กับปีใหม่เลยด้วยมั๊ง

 

รัตน์จึงจากเราไป

 

หลังจากที่รัตน์จากกันไปแล้ว ผมกับปีใหม่จึงออกจากห้องเช่าแล้วกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งพ่อกับแม่ของผมก็รักหลานดี ทำให้ผมมีเวลาทำงานมากขึ้น ช่วงนั้นผมได้งานเป็นงานเล่นดนตรีตอนกลางคืน รายได้ไม่เยอะเท่าไหร่คืนละสองร้อย แต่ก็ยังดี ไปที่ทำงานตอนทุ่มนึงร้องเพลงถึง 4 5 ทุ่มก็ได้กลับบ้าน ตอนเช้าก็มีเวลาดูแลเล่นกับลูก เรื่องการเงินตอนนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะว่านอกจากผมแล้ว ค่าใช้จ่ายในบ้านหลายๆส่วนพ่อกับแม่ของผมก็ดูแลอยู่ ...แต่พ่อกับแม่ของผมเหมือนจะไม่ได้คิดอย่างนั้น มีหลายครั้งที่ท่านบ่น ( คงเป็นเรื่องทำงานกลางคืนกับรายได้ที่ดูน้อยนิดของผม ) แล้วเอาผมไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆรอบตัวว่าลูกๆเพื่อนเขาตอนนี้บางคนได้ทำงานในบริษัทใหญ่โต บางคนเปิดร้านอาหารร่ำรวย พวกท่านว่าทำไมผมไม่เอาอย่างพวกนั้น  ผมก็ได้แต่นิ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอะไรเหมือนกัน

 

ชีวิตของเราก็เป็นมาอย่างนี้เรื่อยๆจนเมื่อปีใหม่เรียนได้ ม.2 ก็มีเหตุการณ์ที่เข้ามาทำให้ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง พ่อกับแม่ของผมไปงานบุญของญาติๆที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยไปรถตู้ ระหว่างทางที่กำลังจะถึงเชียงใหม่นั้นได้เกิดอุบัติเหตุ คนขับรถหลับใน ( อันนี้จากที่เจ้าหน้าที่บอกมานะครับ )รถประสานงากับรถสิบล้อ พ่อกับแม่ของผมตายคาที่ ไปกันประมาณ 7 คน ไม่มีใครเหลือกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว  เหตุการณ์ตอนนั้นทำให้ชีวิตผมพลิกโดยสิ้นเชิง

 

บ้านทั้งหลังเปลี่ยนไป เหลือเพียงผมกับปีใหม่อยู่กันสองคน ค่าใช้จ่ายในบ้าน ทั้งค่าบ้านและรายจ่ายอื่นดูมันมากมายมหาศาล ตอนนั้นมันมากมายเกินกว่าที่ผมคนเดียวจะแบกรับได้ แต่ผมก็ต้องพยายามประคับประคองให้ชีวิตของเราทั้งสองดำเนินต่อไป  ผมเริ่มหางานอื่นๆนอกจากเล่นดนตรีที่ร้าน งานที่ผมได้ตอนนั้นคือเป็นผู้ช่วยช่างภาพหนังสือนู๊ด พูดตรงๆว่ามันไม่ใช่งานที่น่าทำซักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำและงานนี้ก็กลายมาเป็นงานประจำของผม และทำให้ผมก้าวเข้าสู่โลกโลกีย์ที่นับวันมีแต่จะถลำลึกลงไปเรื่อยๆ

 

 -2- 

นั่นคือเรื่องราวในอดีตของผม ตอนนี้ผมจะกลับมาเล่าเรื่องของผมต่อ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเริ่มที่ปี พ.ศ. 2547 ตอนนั้นปีใหม่เรียนปีสองที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยปิด อย่างที่เล่าให้ฟังว่าหลังจากพ่อกับแม่ของผมเสียชีวิตไป ชีวิตผมเริ่มเข้าสู่โลกโลกีย์ จากอาชีพผู้ช่วยช่างภาพหนังสือนู๊ด มาสู่งานที่ไม่น่าพึงประสงค์อย่างอื่น ผมเข้ามาสู่ธุรกิจการขายวีซีดีโป๊ 

 

ผมมีหน้าที่แคปเจอร์ภาพหน้าจอจากหนังเรื่องต่างๆที่ส่งเข้ามา แล้วทำสกรีนช็อตลงเวปไซด์ต่างๆ เพื่อที่จะให้คนเข้ามาสั่งซื้อ ช่วงต้นๆหนังที่เข้ามาก็จะเป็นเรื่องราวการถ่ายทำแบบ นางเอกไทยกับพระเอกฝรั่ง โดยที่ต้นสังกัดซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนจะส่งวีซีดีหนังเหล่านั้นมา ผมต้องดูทุกเรื่องเพื่อทำภาพนิ่งจากช็อตเด็ดๆทั้งหลายในหนัง เอามาไว้ในภาพเดียว แล้วอัปโหลดลงเวปไซด์ ภาพเหล่านี้จะเป็นตัวยั่วให้คนดูสั่งซื้อโดยผ่านทางเวปไซด์และการโอนเงิน ซึ่งมันมีความเสี่ยงน้อยกว่าการขายตามคลองถมเป็นไหนๆ

 

ที่นี่เราแบ่งงานออกเป็นหลายๆฝ่าย อย่างของผมที่ได้เล่าไปแล้วก็ทำสกรีนช็อตเป็นหลัก อีกคนนึงชื่อเสกคนๆนี้เป็นคนที่รับแผ่นมา แล้วจะต้องออกแบบปกวีซีดี ตั้งชื่อประหลาดๆเพื่อดึงดูดความสนใจ เสกเป็นชายร่างอ้วนตัวใหญ่ วันๆนั่งอยู่แต่กับหน้าจอ กินขนมและวิจารณ์นางเอกของเรื่องตลอดเวลา อีกคนชื่อกอบ คนคนนี้มีหน้าที่ไรท์แผ่นอย่างเดียว เครื่องไรท์แผ่นของหนังประเภทนี้ เราจะเห็นเครื่องคอมที่มีแต่ตัวไรท์ขึ้นไปเป็นแผง บางเครื่องไรท์ได้ถึงสิบแผ่นพร้อมๆกัน การไรท์หนึ่งรอบกินเวลาประมาณ 10 นาที ...10 นาทีได้ 10 แผ่น มันนั่งไรท์ทั้งวัน ลองนึกเอาแล้วกันครับว่ามันสามารถไรท์ได้วันละกี่แผ่น และที่สำคัญ ขายหมดทุกวัน กอบมันเคยถามเจ้านายว่าทำไมไม่เปลี่ยนไปใช้ระบบปั๊ม น่าจะประหยัดเวลากว่า ว่าตามตรงผมคิดว่ามันคงขี้เกียจใส่แผ่นเข้าออก คำตอบของเฮียก็คือ ปั๊มมันลงทุนสูง เวลาโดนจับก็ซ่อนเครื่องลำบาก อย่างนี้แหละดีแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นใครบ่น...

 

กลับมาที่ตัวผม ผมนั่งทำงานนี้มาหลายปีแล้ว ข้อดีของมันคือมันทำให้ผมมีเงินเพื่อดูแลบ้าน ดูแลลูก ผมพยายามหลายครั้งที่จะไปสมัครงานอื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นผล อายุขนาดผม ไม่มีใครรับเข้าทำงาน เต็มที่ก็บอกว่าจะติดต่อกลับไป แต่อย่างที่รู้ครับ ไม่มีใครเคยติดต่อกลับมา ผมจึงต้องทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

สำหรับปีใหม่ ตั้งแต่เข้าย่างเข้าวัยรุ่นมา จากเด็กน่ารักเธอกลายไปเป็นคนสวย หน้าตาคมคายไปทางแม่  ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล พอเธออยู่ ม.ปลายก็มีคนเข้ามาจีบเธอหลายคน ผมเองก็พยายามห้ามเธอไว้ ผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย  เธอเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนคนหนึ่ง ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ถึงกับดีมาก แต่ก็ทำให้ผมสบายใจได้ในระดับนึง  

 

แต่ตั้งแต่เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ดูเธอเปลี่ยนไป  เธอคุยกับผมน้อยลง กลับบ้านดึกขึ้นทุกวัน อ้างว่าไปทำรายงานกับเพื่อน  แต่กลับมามีกลิ่นเหล้ากลิ่นบุหรี่กลับมาทุกที  การแต่งตัวของเธอก็เปลี่ยนไป เธอแต่งตัวยั่วยวนมากขึ้นทุกวัน กระโปรงสั้นลง เสื้อตัวเล็กลง จนอะไรต่อมิอะไรมันแทบจะโผล่ออกมาอวดสายคนอื่นได้โดยที่เธอเองก็ไม่พยายามปกปิด เมื่อผมถามเธอผมกลับได้คำตอบประมาณแบบว่า ใครๆเขาก็ใส่กัน

 

อาจจะเพราะความสัมพันธ์ที่เริ่มระหองระแหงกันแบบนี้ระหว่างผมกับปีใหม่ ทำให้เราคุยกันน้อยลง ทำกิจกรรมร่วมกันน้อยลง จนถึงวันนั้น...ทุกอย่างก็ถึงคราวแตกหัก...

 

11 พย. 2548

 ผมนั่งรอเธอกลับมาบ้าน พอดีวันนั้นเป็นวันเงินเดือนออก ผมซื้อของกินหลายอย่างกลับมาบ้าน กะว่าจะมานั่งกินกับปีใหม่ และจะหารือถึงปัญหาที่เราเผชิญกันอยู่ ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นบันทึกของวันนั้นที่ผมได้เขียนเอาไว้... 

21.00 น.

 

ผมจัดเตรียมข้าวของ วันนี้มีเป็ดย่างร้านโปรดของปีใหม่ ตอนเด็กๆเธอชอบร้านนี้มาก หลายครั้งที่พอเงินเดือนออก เราพ่อลูกก็จะพากันไปนั่งกิน  และรู้ว่าเธอโตแล้วผมจึงติดเหล้ามาด้วย เพราะรู้ว่าถึงเธอไม่กินที่นี่เธอก็คงไปกินที่อื่นอยู่ดี

 

23.00 น.

 

ผมนั่งรอเธอมาสองชั่วโมง เหล้าหมดไปประมาณครึ่งขวดเธอก็ยังไม่มา เป็ดย่างที่อยู่บนโต๊ะดูจะเริ่มเย็นชืดเกินไปซะแล้ว...

 01.00น. เธอยังไม่มา เหล้าพร่องลงไปกว่าตอนนั้นอีกนิดหน่อย ผมพยายามที่จะไม่กินเยอะ  เพราะกลัวว่าตัวเองอาจจะเมาหลับไปซะก่อน... 02.00 น. ผมกำลังเคลิ้มๆจะหลับ แล้วเสียงรถคันนึงก็มาจอดหน้าบ้าน ผมปิดไฟลุกไปดูที่หน้าต่าง มันสามารถมองเห็นหน้าบ้านได้พอดี รถคันนั้นเป็นรถสปอร์ตราคาแพง ปีใหม่ลงจากรถมา เธอไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาแต่กลับอยู่ในชุดเที่ยวที่ดูล่อแหลมและไม่ปลอดภัยเลยสำหรับเด็กสาวสมัยนี้... เธอเดินโซเซจะเดินเข้าบ้าน แต่มีมือของผู้ชายมารั้งเธอเอาไว้ ผมไม่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้น เธอกลับไปที่รถ ก้มหน้าลอดประตูรถหายเข้าไปอยู่หลายนาที  มือของชายคนนั้นซุกซนป่ายไปมาอยู่ที่หลังของเธอ แล้วเคลื่อนต่ำลงมาจับที่บั้นท้าย ...เธอไม่ปัดป้องอะไรเลย...  ผมยืนดูอยู่ตรงนั้น เลือดทั้งตัวมันพุ่งพล่าน อยากจะเดินออกไปกระชากตัวเธอออกมา แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมได้แต่เฝ้ามองดูภาพตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ... เธอถอยออกจากชายคนนั้นและเดินกลับเข้าบ้าน รถคันนั้นขับออกไปอย่างรวดเร็ว.... ผมยืนอยู่ในมุมมืดปีใหม่เดินเข้ามาในบ้านดูเหมือนเธอไม่เห็นผม  เธอเดินเลยผมไป ผมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบทั้งหมดนั้น... ไปไหนมา...ผมถามเสียงเรียบๆ พยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่หัวใจผมกลับเต้นระรัวไม่มีเสียงตอบจากปีใหม่...เธอยืนนิ่ง เธอคงตกใจเจอผมตรงนี้ ไปเที่ยวกับเพื่อนมา... เธอตอบผมห้วนๆ ผมเดินเข้าไปใกล้ๆตัวเธอ เธอกำลังหันมา อารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในตัวผมตอนนั้น มันระเบิดออกมาอย่างที่ผมเองก็ไม่คาดคิด ผมตบหน้าเธออย่างแรง!!หน้าเธอหันไปอีกด้าน ...แต่เธอก็ยังไม่มองหน้าผม ผู้รู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่ไหลออกมาจากดวงตาของผม และถ้าดูที่หน้าเธอแม้จะเห็นด้านข้าง แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเธอคงไม่ต่างจากผมเช่นกัน แต่ความโกรธ ความผิดหวัง และความเสียใจของผม มันมากมายกว่านั้น.... ไป... ออกไปซะ!!” คำพูดของมันเหมือนอยู่ในคอ ผมพูดอะไรออกไปอีกเนี่ย ทำไมผมถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าผมพูดออกไปได้ยังไง  ปีใหม่หันมามองหน้าของผม สายตาเธอไม่เหมือนสายตาที่เคยมองหน้าผมสมัยเด็กๆ เธอจ้องหน้าผม น้ำตาเอ่อออกมา แต่ไม่ได้ไหลเปื้อนแก้มของเธอ ผมรู้เลยว่านั่นไม่ใช่แววตาของความโกรธ แต่มันเป็นแววตาของความผิดหวัง น้อยใจ และสะเทือนใจ พ่อพูดแล้วนะ... เธอวิ่งออกไปนอกบ้าน ในขณะที่ผมยังยืนบื้ออยู่ ...ผมทำอะไรลงไป  ผมอยากจะวิ่งตามออกไปแต่ผมเองก็ก้าวขาไม่ออก ผมไม่เข้าใจตัวเองจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมผมถึงทำอย่างนั้น ทำไมผมถึงไม่วิ่งตามออกไป  ชีวิตครอบครัวของผมพังทลายทันทีที่เธอวิ่งออกจากบ้านไป  ภาพวันนั้นฉายย้อนกลับไปกลับมาในหัวของผมตลอดเวลาที่ผมนั่งเขียนหนังสือเล่มนี้...เพราะนั่นเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้าของเธอ... 

-3- 

หลังจากวันนั้น ปีใหม่ไม่กลับมาบ้านอีกเลย  

วันรุ่งขึ้นผมไปทำงานตามปกติ แต่จิตใจผมมันกลับรู้สึกแย่มากๆ ทำงานไม่รู้เรื่องเลย สมาธิมันไม่ได้อยู่ที่ตัวงานเลยแม้แต่นิด ผมพยายามโทรหาปีใหม่แต่เธอไม่รับสาย  บ่ายวันนั้นผมเลยไปที่มหาวิทยาลัยของเธอ ไปที่คณะ  แต่ก็ไม่เจอปีใหม่  ผมไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน พอดีได้เจอเพื่อนของปีใหม่ เธอชื่อริน รินเป็นเด็กสาวใส่แว่นดูท่าทางเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ผมถามถึงปีใหม่ เธอก็บอกว่า วันนี้ทั้งวันยังไม่เจอปีใหม่เลย ผมเครียดมาก ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป วันนั้นผมกลับไปที่บ้าน มันหวิวๆตลอดเวลา ไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกอะไรเลย ตอนนั้นเองเป็นตอนที่ผมสำนึกได้ว่าผมเองที่เป็นคนผลักไสเธอให้ห่างผมออกไป...ผมโทรหาเธอเป็นครั้งที่ร้อย ....เหมือนเดิม เธอไม่ยอมรับโทรศัพท์ของผม ท้ายที่สุดผมจึงส่งข้อความไปว่า กลับบ้านเถอะลูก อย่าทำอย่างนี้ พ่อเป็นห่วง โทรกลับหาพ่อหน่อยนะ หรือส่งข้อความกลับมาก็ได้ คืนนั้นผมเผลอหลับไปบนโซฟาห้องนั่งเล่น ไม่มีแรงแม้แต่จะขึ้นไปนอน เฝ้าหวังลึกๆในใจว่าเธอจะกลับมา  ถัดจากวันนั้น ผมได้รับข้อความจากปีใหม่ในนั้นบอกว่า อย่าตามหาใหม่ ...ใหม่สบายดี แต่อยากจะขออยู่คนเดียวซักพัก ถ้าสบายใจแล้วจะกลับไปเอง  ...ปีใหม่ ผมอ่านข้อความนั้น มันอาจจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าเธอยังอยู่รอดปลอดภัย เดี๋ยวปัญหาอื่นๆค่อยตามแก้กันไปหลังจากนี้

ผมส่งข้อความไปหาเธออีกครั้ง เป็นข้อความสั้นๆที่ขอร้องให้เธอกลับมาบ้าน ...แต่หลังจากนั้น ไม่มีข้อความใดๆส่งกลับมาอีกเลย...

edit @ 2 Jan 2008 14:01:29 by foolmoonstudio

-4- 

1 มกราคม 2549 นี่เป็นบันทึกอีกหนึ่งวัน ที่ผมอยากจะบันทึกไว้ให้ปีใหม่ได้อ่านในวันที่เธอกลับมาที่นี่ 

เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์ ลูกยังไม่กลับมา ตอนนี้เธอเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว ผมไม่สามารถติดต่อกับลูกได้อีกเลย เฝ้ารอคอยแต่วันที่เธอจะกลับมาเอง ส่วนเรื่องงานผมก็ไปทำตามปกติ แต่ช่วงนี้ก็รั่วๆจนเฮียทัก ระหว่างนี้ผมก็หางานใหม่ไปด้วยเพราะว่าใจอยากจะออกจากงานที่ทำอยู่ อย่างที่เคยบอกไปว่าผมติดเรื่องเงินอยู่เรื่องเดียว ดังนั้นถ้ายังไม่ได้งานใหม่ ผมคงยังออกจากที่นี่ไม่ได้  วันนี้เป็นวันปีใหม่ ผมไม่ได้ไปทำงาน นั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน จริงๆเรียกว่าปล่อยให้โทรทัศน์ดูผมมากกว่า อีกไม่นานพอถึงเลยเวลานับถอยหลังไปไม่กี่นาที ก็จะเป็นวันเกิดของปีใหม่ นี่จะเป็นวันเกิดปีแรกที่ผมไม่ได้อวยพรเธอ หลายปีที่ผ่านมาถึงแม้ปีใหม่จะไปเที่ยว ไปเคาน์ดาวน์และฉลองวันเกิดที่ไหน ผมจะโทรไปอวยพรวันเกิดให้กับเธอ ...แต่ปีนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะติดต่อกับเธอยังไง ผมได้แต่เฝ้ารอให้เธอเป็นคนติดต่อกลับมา เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ในโทรทัศน์ตรงหน้า ทุกช่องกำลังถ่ายทอดงานเคาน์ดาวน์  พิธีกรบอกให้ผู้คนช่วยกันนับถอยหลัง เสียงผู้คนนับถอยหลังกันดังสนั่น 

10..................9................8..............7..............6..............5............4...........3.........2........1  

00.00 น. 

สวัสดีปีใหม่!!... ผมอดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินผู้คนกล่าวทักทายลูกสาวผม

ผมพลันนึกถึงเหตุการณ์เก่าๆในงานฉลองปีใหม่อยู่ปีหนึ่ง ผมพาเธอไปนั่งกินที่ร้านอาหาร พอถึงเวลานับถอยหลังเสร็จ คนที่ร้านทุกคนตะโกนขึ้นมาว่า สวัสดีปีใหม่ ลูกสาวผมลูกขึ้น โค้งไปรอบๆตัว แล้วบอกว่าสวัสดีค่า วันนั้นเธอดูมีความสุขมาก 

เสียงในจอโทรทัศน์เต็มไปด้วยความปลื้มปิติยินดีพลุจำนวนมากถูกยิงขึ้นท้องฟ้าระเบิดกลายเป็นดอกไม้หลากสีสว่างไสว กระทบสีหน้าผู้ที่มองอยู่เบื้องล่าง ผมมองจอโทรทัศน์ จริงๆสายตาผมไม่ได้โฟกัสอยู่ที่โทรทัศน์หรอก มันเหม่อไปที่รูปลูกสาวของผมที่ตั้งอยู่หลังโทรทัศน์ เป็นรูปตอนที่เธอเรียนได้ ม. 4 

สุขสันต์วันเกิด ...ปีใหม่

 ในรูปนั้นเธอยังคงยิ้มอย่างอ่อนหวาน  ผมมองรูปนั่นอยู่นาน นานจนรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่ไหลมาเปรอะขอบตา ผมปล่อยมันไว้อย่างนั้น  หวังได้แต่ว่าตอนนี้ลูกคงมีความสุขกับทางที่ลูกเลือก และคงมีรอยยิ้มรับวันเกิดอยู่ที่ไหนซักแห่งอย่างปลอดภัย.... 

edit @ 27 Feb 2008 10:37:09 by foolmoonstudio