บทลงโทษจากธรรมชาติ เพิ่งกลับมาอยู่บ้านหลังจากอพยพหนีน้ำไปซะนาน พอกลับมาหลังจากที่อะไรต่อมิอะไรเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ได้ฤกษ์ ดูหนังซักหน่อย หลังจากที่เลือกมานานว่าจะดูเรื่องอะไรดี เพราะช่วงที่ผ่านมาพลาดหนังดีๆเยอะมาก สุดท้ายแล้วก็ จัดเรื่องนี้ซะ เป็นเรื่องที่ตอนเข้าโรงไม่ได้ไปดู เพราะว่าด้วยเวลาและความไม่สะดวกหลายๆประการ เลยขอเอาซะหน่อย กับภาคปฐมบทของหนังชุดผจญพิภพวานร เรื่องดัง ในซีรียส์เก่าเราได้เห็นกันมาแล้วว่า โลกของเรากลายเป็นโลกที่ถูกปกครองไปด้วยเหล่าวานร ที่สามารถพูดจาสื่อสาร กันได้เหมือนกับมนุษย์ หนังเรื่องนี้แสดงให้เราได้เห็นจุดเริ่มต้น ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร... ทั้งหมดก็คือประเด็นคลาสสิคที่เราเห็นกันมาในหนังหลายต่อหลายเรื่อง นั้นก็คือ ความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ หนังหลายต่อหลายเรื่องได้เคยนำเสนอประเด็นนี้หลายครั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นคลาสสิคของคนทำหนังไปแล้ว แต่ในหนัง เรื่องนี้ก็สร้างมุมมองต่อเรื่องนี้ได้กว้างไกลขึ้น และแตะประเด็นทางจิตวิญญาณได้มากขึ้น การที่ซีซ่าร์ผลผลิตของการทดลอง ที่สร้างระบบสมองอัจฉริยะ มันไม่ได้เกิดจากการต้องการเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่หากเป็นเรื่องของ การที่คนเราไม่พยายามเข้าใจธรรมชาติ จนฝืนสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ณ เวลานั้นก็เห็นดีเห็นงามในภาพบวก ไม่ได้เห็นภาพลบแต่ อย่างใด ซีซ่าร์รอดมาได้เพราะว่ามนุษย์นำมาเลี้ยง สร้างสภาวะแวดล้อมแบบมนุษย์ให้เขาอยู่ เลี้ยงและดูแลเขาดีเหมือนกับเขาเป็นลูก หาเสื้อผ้าให้เขาใส่ เพื่อให้เขาเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ตามสติปัญญาของเขา แต่ถึงอย่างนั้นผู้เป็นเจ้าของยังล่ามคอเขาเหมือน กับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นั่นเองที่ทำให้ซีซ่าร์ไม่รู้ตัวเองว่าเขาอยู่ในสถานะไหน และเป็นจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลาลูกย่อมๆในหนัง เรื่องนี้ ....และหลังจากที่ซีซ่าร์ได้ย้ายบ้านมาอยู่ในกลุ่มวานรด้วยกัน กลุ่มวานรกลับไม่ให้การต้อนรับเขา เขาจะเป็นลิงก็ไม่ได้ เป็นมนุษย์ ก็ไม่ได้ และมันก็กลายเป็นที่มาของอะไรแตกต่าง เขาต้องยิ่งใหญ่ เขาต้องเป็นในสิ่งที่ไม่มีใครเคยเป็น เพื่อทวงความมีตัวตน ของเขาคืน และสิ่งที่เขากลายเป็นก็คือ การเป็นผู้นำกองทัพวานร ปลดแอกพวกเดียวกันจากมนุษย์ โดยอาศัยเครื่องมือของ มนุษย์เป็นตัวช่วย ดูหนังในส่วนนี้แล้ว นึกถึงคำกล่าวที่ว่า พ่อ แม่ รังแกฉัน หลายครั้งที่พ่อแม่ทำให้เกิดภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว การเลี้ยงลูกที่เลี้ยงไม่ เป็นนั้นย่อมทำให้ลูกเกิดความทุกข์ ทุกอย่างย่อมมีธรรมชาติของมัน บางครั้งการฝืนเกินไปในหลายๆสิ่ง หรือการปล่อยเกินไป ในหลายๆอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะทำให้เกิดบาดแผลที่ซ่อนอยู่ภายใน และรอวันที่จะระเบิดเมื่อวันที่อิสรภาพค่อยๆคืบคลาน มาถึงตัวของเขา หลังจากที่ซีซ่าร์เริ่มกลายเป็นผู้นำในการปลดแอกเหล่าวานร เพื่อนำพาพวกพ้องกลับคืนสู่ป่าที่ที่เหมาะกับพวกเขา หนังก็ เปลี่ยนโทนไปเป็นหนังระทึกขวัญได้อย่างไม่ขัดเขิน และในส่วนนี้งานด้านเทคนิค หนังยังทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นในมากๆ ด้วย น่าแปลกที่เหตุการณ์กลับบ้านของวานรในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงการกลับบ้านของเหล่าปลาวาฬที่ตอนนี้แวะมาเยี่ยม เยือนใน กทม. ครับหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเรา จากการที่คนเราพยายามทำตนให้ชนะธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติเริ่มที่จะหาทางปลดปล่อยตัวเอง เรากลับรับไม่ได้ น้ำหรือเหล่าวานรในหนังก็เหมือนกัน สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ การหาทางกลับบ้านตามธรรมชาติ แต่เราพยายามที่จะป้องกัน สร้างทาง ขัดขวาง ถ้าปล่อยเหล่าวานรให้ไปกันอย่างสงบๆ อาจจะไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น แต่เมื่อเราเอาตัวเข้าขวาง ผลลัพธ์ที่ตามมามันก็เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่ สุดท้ายในเรื่อง ซีซ่าร์ก็ได้กลับบ้านอยู่ดี ภาพสุดท้ายในหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมเห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ธรรมชาติย่อมหา ทางออกให้ตัวมันเองได้เสมอ เหมือนกับคำกล่าวของ ดร.อลัน แกรนท์ ในจูราสสิคพาร์คว่า " Life is find the way" ถ้าเรารู้ว่าธรรมชาติคืออะไร และปรับตัวเราเองให้อยู่ร่วมกันกับมันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนจะค้นพบทางของมันครับ เมษ ยิ้มสมบูรณ์ 26/11/11

edit @ 26 Nov 2011 15:14:17 by FooLMooN Movie House

Pre T ser Garin ครับ

posted on 04 May 2011 15:33 by foolmoonstudio  in movie
 
ลองดูกันนะครับ ผลงานจากทีมพวกเราเอง เหนื่อยแต่สนุกมาก

edit @ 15 Jun 2011 12:03:54 by FooLMooN Movie House

edit @ 15 Jun 2011 12:04:58 by FooLMooN Movie House

แถลงสถานการณ์การิน

posted on 26 Feb 2011 00:44 by foolmoonstudio  in diary
 
ช่วงนี้เป็นช่วงของการถ่ายทำหนังเรื่อง การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ เวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ร่วมกันทำกับ สำนักพิมพ์พูนิก้า และ Thaidfilm ครับ 
 
หนังเรื่องนี้เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ อยากลองทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้น ก็ลองรวมพลกันมาทำดู ทดลองดูกันว่ากำลังพลที่เรามีกันอยู่นี้จะสามารถจัดการงานที่มีทั้งหมดในสเกลหนังแบบนี้ได้มั๊ย
 
หลังจากที่การถ่ายทำผ่านไปถึง คิวที่ 7 แล้ว ต้องยอมรับครับว่า เม็ดเงินแบบอินดี้ กับแนวคิดแบบ เมนสตรีม นั้น ค่อนข้างทำให้การทำงานลำบากพอสมควร แต่ก็เป็นการท้าทายกันไปอีกแบบ หากถามว่าเหนื่อยมั๊ย ก็ต้องบอกกันตรงๆแหละครับว่าค่อนข้างเหนื่อย ทุกวันของการถ่ายทำจะเป็นเรื่องของการลุ้นกันแบบตัวโก่งว่า วันนี้เราจะทำงานได้ตามเป้ามั๊ย ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ
 
แต่เท่าที่ทำอยู่ก็บอกได้ว่าน่าจะออกมาได้ไม่น่าเกลียด แต่จะดีหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องว่ากันอีกทีตอนหนังเสร็จ
 
ขณะืัที่เขียนบล็อกนี้อยู่ การถ่ายทำก็เหลืออีกแค่สองคิวเท่านั้นครับ  ต้องลุ้นกันต่อว่า ไอ้ที่เหลือต่อไปมันจะออกมาอย่างไร
 
แต่เชื่อในใจลึกๆเสมอว่า หากเราตั้งใจ มันต้องออกมาดี...
 
 

edit @ 26 Feb 2011 01:07:54 by foolmoonstudio